สวัสดีครับ...
ณ.ปัจจุบัน (พ.ศ.2561)  มีการเลี้ยงไส้เดือนเกือบทุกจังหวัดในประเทศไทยแล้ว แสดงให้เห็นชัดเจนว่า มูลไส้เดือนเป็นปุ๋ยอินทรีย์ที่ดีจริง ผ่านการพิสูจน์ให้เห็นเป็นที่ประจักษ์ต่อสาธารณะ และเกษตรกรทั่วไปแล้ว โดยมิต้องสงสัย 

มูลไส้เดือนคือ ปุ๋ยหมักชนิดหนึ่ง(หมักในลำตัวไส้เดือนและหมักต่อในภาชนะเลี้ยงอีกประมาณ 1 เดือน เพื่อให้ได้มูลไส้เดือนที่มีคุณสมบัติต่างๆ เหมาะสมในการนำไปใช้ได้หลากหลายประโยชน์)  ซึ่งใช้เวลาน้อยกว่าการหมักปุ๋ยทั่วไป ปุ๋ยหมักชนิดอื่นๆ ต้องใช้เวลา 2-3 เดือนขึ้นไป  รวมทั้งมูลไส้เดือนสามารถผลิตได้จากขยะอินทรีย์ หรือ เศษอาหารที่หาได้ง่ายจากการใช้ชีวิตประจำวัน 

หากผู้เลี้ยงไส้เดือนเข้าใจหลักวิธีการได้ถูกต้องครบถ้วนแล้ว ก็ไม่ใช่เรื่องยากในการเลี้ยงและพัฒนาปรับปรุงคุณภาพมูลไส้เดือน ซึ่งจะสามารถประหยัดค่าใช้จ่ายในการซือปุ๋ยเคมีได้มาก รวมทั้งยังช่วยรักษาสิ่งแวดล้อม (เป็นที่มาของคำว่า เกษตรอินทรีย์นั่นเอง) 
วิธีการเตรียมการ หรือ การหมักเบื้องต้น ก่อนที่จะนำไปหมักต่อในลำตัวไส้เดือน เรียกว่า การทำเบดดิ้ง  (Bedding) ซึ่งก็คือการทำ อาหาร/ที่อยู่ ของไส้เดือน   มีหลากหลายวิธีการ หากเข้าใจได้แล้ว  การเลี้ยงไส้เดือนเพื่อผลิตปุ๋ยอินทรีย์ ก็นับว่าเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดอีกทางหนึ่งของเกษตรกร

 


 

   

สิ่งมีชีวิต ชนิดแรกของโลกคือ จุลินทรีย์ (Microorganism) ซึ่งพบได้ในสิ่งแวดล้อมทั่วไปและระบบนิเวศของสิ่งมีชีวิตทุกชนิด

จุลินทรีย์ทำหน้าที่ย่อยสลาย, สร้าง และสังเคราะห์ อินทรียวัตถุต่างๆ ให้เป็นธาตุอาหารชนิดที่พืชสามารถดูดซึมและนำไปใช้ได้ทันที  ในลำตัวไส้เดือนมีจุลินทรีย์นับพันชนิด (แต่ตรวจพบในมูลไส้เดือนประมาณสองสามร้อยชนิด ) มูลไส้เดือนจึงเปรียบได้เป็นหัวเชื้อของปุ๋ยหมักทุกชนิด 
*เปรียบเทียบกับมูลค้างคาว จะพบจุลินทรีย์ประมาณยี่สิบกว่าชนิด แต่มูลค้างคาว มีค่าธาตุอาหารสูงโดยเฉพาะค่า โพแทสเซียม ซึ่งเกิดจากการที่ค้างคาวกินผลไม้ และดินหินผนังถ้ำ
*ปุ๋ยหมักมูลไส้เดือน (vermicompost)  หมายถึงปุ๋ยที่มีมูลไส้เดือนและ อินทรียวัตถุอื่นๆ ปะปนมาด้วย ซึ่งอาจเกิดจากกระบวนการเลี้ยงไส้เดือน (ไส้เดือนยังกินไม่หมด) หรืออาจนำวัสดุ อื่นๆ ผสม เพื่อให้เกิดประโยชน์เพิ่มเติม 
*มูลไส้เดือน (vermicast) ที่ระบุว่าเป็นมูลไส้เดือนแท้ คือ วัสดุอินทรีย์ที่ไส้เดือนกิน และย่อยสลายหมดโดยส่วนใหญ่แล้ว (มีค่าการย่อยสลายที่สมบูรณ์ เกิน 80% และหากได้มีการพักบ่มไว้ จุลินทรีย์ในมูลไส้เดือนก็จะย่อยสลายต่อได้หมด) จะไม่มีกลิ่นและไม่เกิดความร้อนจากการหมักขึ้นมาอีก 


นอกจากมูลไส้เดือนมีจุลินทรีย์จำนวนมากแล้ว พื้นฐานที่สำคัญอันเป็นข้อดีของมูลไส้เดือน คือโครงสร้างที่เป็นลักษณะของ ฮิวมัส  ซึ่งจะเก็บและค่อยๆ ปล่อยธาตุอาหารออกมา
*สามารถพัฒนามูลไส้เดือน ให้เป็นปุ๋ยธรรมชาติที่ดีที่สุดได้  ไม่จำเป็นต้องไปหาอะไรเสริมเพิ่มเติม   ให้ยุ่งยากอีก และพืชบางชนิด หากฉีดพ่น น้ำหมักมูลไส้เดือนเพื่อให้อาหารทางใบ จะเติบโตได้เร็ว 
*นำมูลไส้เดือนไปใส่ในดินที่แข็ง แน่น และโดนทำลายมานาน ก็จะดีให้เห็นอย่างชัดเจนในช่วงแรก แต่ด้วยวิธีการใส่ไว้เพียงโรยด้านบน ก็ต้องใช้เวลาฟื้นฟู  วิธีการที่ดีที่สุดคือคลุกกับดิน แล้วค่อยปลูกต้นไม้
*แม้เมืื่อต้นไม้ฟื้นแล้ว ดินเริ่มดีแล้ว จะใส่มูลไส้เดือนไปมากแค่ไหน  หากไม่มีอะไรให้จุลินทรีย์กินต่อ ก็จะรู้สึกว่าไม่ดีขึ้นอีก นอกจากใส่มูลไส้เดือนที่ได้พัฒนาคุณภาพ และใช้ต่อเนื่อง
*มูลไส้เดือนใส่กับต้นไม้ที่กำลังโทรม สามารถฟื้นฟูสภาพให้เห็นได้ชัดเจน ต้นไม้ที่ไม่เคยมีดอกมีผล ก็จะกลับมามีให้เห็น อย่างน่าอัศจรรย์


ต้องการให้มูลไส้เดือนมีธาตุอาหารอะไร ก็ต้องให้ไส้เดือนกินอย่างนั้น ให้กินผัก ก็จะมีสารอาหาร วิตามิน จากผัก  ให้กิน มูลสัตว์ ที่มักมีโปรตีนเหลืออยู่ ก็จะมีไนโตรเจนสูง  นอกจากนั้นก็จะมีจุลินทรีย์ทั้งที่ยังมีชีวิต และเป็นสปอร์ อยู่มาก เมื่อเข้าไปอยู่ในตัวไส้เดือนที่ชื้นตลอดลำตัว จึงเป็นสภาวะที่เหมาะสมในการเกิดใหม่และขยายจำนวน(ในขณะนั้นก็จะมีฮอร์โมนที่จำเป็นสำหรับพืช จำนวนมากเกิดขึ้น)


ปริมาณการใส่มูลไส้เดือน มากหรือน้อย ขึ้นอยู่กับสภาพดินเดิมด้วย
*การใส่มูลไส้เดือนในแปลงที่โดนแดดจัด และไม่มีการรดน้ำพรวนดิน ทั้งธาตุอาหารและจุลินทรีย์ก็ด้อยประสิทธิภาพลง และการเก็บรักษามูลไส้เดือน หากปล่อยให้โดนแสง โดนความร้อน ก็จะทำให้ประสิทธิภาพด้อยลงเรื่อยๆ อย่างไรก็ตาม มูลไส้เดือนสามารถเก็บไว้ได้นานกว่าปุ๋ยคอก และปุ๋ยหมักชนิดอื่นๆ โดยไม่ส่งกลิ่นเหม็นรบกวน ไม่เกิดหนอนและแมลงที่จะทำร้ายต้นพืช   และการใช้มูลไส้เดือนเพื่อเป็นปุ๋ยให้กับพืช ไม่อันตรายแม้จะใส่จำนวนมาก เหมือนกับการใส่ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักบางชนิด   (มูลไส้เดือนที่มีค่า pH เป็นกลางแล้ว)


การเลี้ยงไส้เดือนเพื่อกำจัดขยะอินทรีย์ ในบ้าน ในโรงแรม ในตลาด เป็นการช่วยลดปริมาณขยะและมลพิษ ที่ดีมาก (ต้องมีระบบการคัดแยกขยะเสียก่อน) 
แต่การผลิตมูลไส้เดือนจำนวนน้อยๆ ก็แตกต่างจากการผลิตจำนวนมากๆ ที่ต้องให้อาหารที่แน่นอน  (input = output)  ซึ่งก็ต้องต่อเนื่อง ไม่เช่นนั้นค่าธาตุอาหารก็จะแกว่ง ไม่เสถียร
อย่าเลี้ยงไส้เดือน หากไม่มีเวลาดูแล (หาซื้อมูลไส้เดือนมาใช้จะเป็นประโยชน์กว่า) ไม่มีอะไรที่ไม่ต้องการการดูแลเอาใจใส่...ผู้ที่สามารถเลี้ยงไส้เดือนได้ดี ไม่จำเป็นต้องมีความรู้มาก (แต่ควรมีความรู้และความเข้าใจพื้นฐาน) ก็สามารถผลิตมูลไส้เดือนคุณภาพได้ (มีอาหารเสริมให้ไส้เดือนกิน หลากหลายและต่อเนื่อง)

 

 


ในเครือธนาคารไส้เดือนกัลยาณมิตร แพ็คถุงพิเศษราคา กก.ละ  50 บาท   ตันละ  15,000-20,000 บาท
หรือขึ้นอยู่กับจำนวน และคุณสมบัติพิเศษต่างๆ ตามต้องการ

 

รับออกแบบและติดตั้งโรงเลี้ยงไส้เดือน ( Design and installation the earthworm house ) ตามสภาพแต่ละพื้นที่ ขนาดโรงเรือน/ปริมาณที่ต้องการผลิตมูลไส้เดือน  และงบประมาณที่ต้องการเริ่มต้น


 

 

 

 

ประวัติการเลี้ยงไส้เดือน  ผมเลี้ยงไส้เดือนอย่างจริงๆ จังๆ โดยไม่ทำงานอย่างอื่นเลย เริ่มเมื่อปลายปี  57 โดยไปรับการอบรมในหลักสูตรการเลี้ยงไส้เดือนเบื้องต้นจาก อาจารย์ทางวิชาการท่านแรกคือ ดร.วนิดา สืบสายพรหม (อาจารย์ประจำภาควิชาสัตวบาล มหาวิทยาลัยเกษตรกำแพงแสน)  จากนั้นก็ตระเวณหาอาจารย์และผู้รู้หลายๆ ท่านเพิ่มเติม จากศูนย์เรียนรู้และ ฟาร์มไส้เดือนต่างๆ 



จากภาพใน ปี57-58

ผู้ที่ผมนับถือเป็นปรมาจารย์การเลี้ยงไส้เดือน คือท่านนี้ครับ...รศ.ดร.สมชัย จันทร์สว่าง
ประมาณต้นปี ๒๕๕๘ ผมได้มีโอกาศไปรับการอบรมการเลี้ยงไส้เดือนที่บ้านท่าน   (หลังจากนั้นไปซ้ำชั้นนับได้ ๗ ครั้ง)   ในครั้งแรกที่ไปท่านทักทายและเรียกผมมาชม (ที่มีติ ไม่เล่าให้ฟัง)   ว่า เขียนเว็บไซต์เกี่ยวกับการเลียงไส้เดือนได้ดี (มีความภูมิใจ)   แม้บัดนี้เว็บไซต์ได้ปรับเปลี่ยนเนื้อหาเดิมแล้ว แต่ก็ยังจะทำใหม่ให้ดีขึ้นไป เพื่อรักษาวัตถุประสงค์ของอาจารย์เอาไว้ คือสนับสนุนช่วยกันขยายการเลี้ยงไส้เดือน เพื่อสิ่งแวดล้อม  ในเรื่องของสัมมาอาชีพ ก็ทำควบคู่กันไป เพื่อได้ใช้ชีวิต..